365WECARE

อุปกรณ์วัดความเค็มในอาหารเครื่องมือช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมอย่างเหมาะสม

อุปกรณ์วัดความเค็มในอาหาร เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดระดับความเค็มหรือความเข้มข้นของเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) ในอาหารและเครื่องดื่ม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณโซเดียม ผู้ดูแลสุขภาพ ร้านอาหาร หรืออุตสาหกรรมอาหาร บทความนี้รวบรวมข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับประเภท หลักการทำงาน ประโยชน์ วิธีเลือกใช้ และข้อควรระวัง

อุปกรณ์วัดความเค็มในอาหารคืออะไร และทำงานอย่างไร

อุปกรณ์วัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter / Salinity Meter) คือเครื่องมือที่ใช้วัดค่าความเค็มหรือความเข้มข้นของเกลือในของเหลว เช่น ซุป น้ำแกง น้ำซอส หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำ

หลักการทำงานโดยทั่วไป ได้แก่

  • ใช้หัววัด (Probe) ตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของสารละลาย

  • แสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) หรือหน่วยความเข้มข้นที่กำหนด

  • บางรุ่นเป็นระบบดิจิทัล อ่านค่าได้ทันที

ประเภทของอุปกรณ์วัดความเค็มในอาหาร

แบบดิจิทัลพกพา

  • แสดงผลบนหน้าจอ

  • ใช้งานง่ายและรวดเร็ว

  • เหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือนหรือร้านอาหาร

แบบหัววัดแยก (Probe Type)

  • เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความละเอียด

  • ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหรือห้องปฏิบัติการ

แบบรวมฟังก์ชันวัดค่าอื่นร่วมด้วย

  • บางรุ่นวัดค่า pH หรืออุณหภูมิได้

  • เหมาะกับงานควบคุมคุณภาพอาหาร

ประโยชน์ของอุปกรณ์วัดความเค็มในอาหาร

  • ช่วยควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหาร

  • สนับสนุนการปรุงรสให้ได้มาตรฐานสม่ำเสมอ

  • ช่วยในการควบคุมคุณภาพในร้านอาหารหรือโรงงาน

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจัดการปริมาณเกลือในมื้ออาหาร

  • เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบความเค็มแบบรวดเร็ว

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้งาน

  • ผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหาร

  • ร้านอาหารหรือธุรกิจอาหาร

  • ผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่ควบคุมอาหาร

  • โรงงานผลิตอาหาร

วิธีเลือกอุปกรณ์วัดความเค็มให้เหมาะสม

เลือกตามลักษณะการใช้งาน

  • ใช้ในบ้าน → รุ่นพกพาดิจิทัล

  • ใช้เชิงอุตสาหกรรม → รุ่นหัววัดความละเอียดสูง

ตรวจสอบช่วงการวัด (Measurement Range)

ควรครอบคลุมระดับความเค็มของเมนูที่ใช้งาน

พิจารณาความง่ายในการทำความสะอาด

หัววัดควรถอดล้างได้สะดวก

ตรวจสอบระบบแสดงผล

ควรอ่านค่าได้ชัดเจนและเข้าใจง่าย

ข้อควรระวังในการใช้งาน

  • ควรล้างหัววัดหลังใช้งานทุกครั้ง

  • ไม่ควรใช้วัดอาหารที่มีไขมันสูงโดยไม่ตรวจสอบความเหมาะสมของรุ่น

  • ควรสอบเทียบเครื่องตามคำแนะนำผู้ผลิต

  • เก็บในที่แห้งและสะอาด

สรุป

อุปกรณ์วัดความเค็มในอาหารเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมระดับเกลือหรือโซเดียมในเมนูต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับครัวเรือน ร้านอาหาร และงานควบคุมคุณภาพ การเลือกประเภทและช่วงการวัดที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน จะช่วยให้การปรุงและจัดการอาหารเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน

 
 
 

การเลือกใช้เครื่องวัดความเค็ม 


     เครื่องวัดความเค็มในปัจจุบันมีการพัฒนาให้สามารถแสดงค่าความเค็มแบบติจิตอลได้ มีความสะดวก รวดเร็วและความถูกต้องในการวัดมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานเครื่องวัดความเค็มให้ตรงกับงานที่ทำได้ โดยเครื่องวัดความเค็มที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลักๆอยู่  3 แบบคือ

 

  1. เครื่องวัดความเค็ม แบบกล้องส่อง เครื่องวัดความเค็มแบบนี้จะอาศัยแสงจากภายนอกในการวัด โดยการส่องดูและอานค่าตามสเกล
  2. เครื่องวัดความเค็ม แบบปากกา เครื่องวัดความเค็มแบบนี้สามารถวัด ความเค็ม ได้โดยการนำหัววัดไปจุ่มในตัวอย่างที่ต้องการวัดและอ่านค่าเป็นแบบดิจิตอล
  3. เครื่องวัดความเค็ม แบบดิจิตอล เครื่องวัดความเค็มแบบนี้มี แสง จากภายในในการวัด อ่านค่าได้สะดวกโดยแสดงเป็นตัวเลขแบบดิจิตอล


        โซเดียม (Sodium) เป็นสารอาหารที่ร่างกายใช้ควบคุมและรักษาสมดุลย์ของน้ำในร่างกาย รักษาสภาพความเป็นกรดด่าง โดยปกติเราได้รับโซเดียมจากอาหารอยู่แล้ว ปริมาณที่ร่างกายต้องการคือ ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4-5 ช้อนชา) แต่หากออกกำลังกายเสียเหงื่อมากจะต้องการโซเดียมมากขึ้นเพื่อชดเชย แม้จะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไปจะมีผลเสียทำให้ความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งส่งผลเสียต่อไตโดยตรงจนเกิดโรคไต ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูง 2-3 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ


        เนื่องจากเรามักจะบริโภคโซเดียมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เพราะโซเดียมไม่ได้มีรสเค็มจัดอย่างเกลือเสมอไป แต่โซเดียมมีอยู่มากในเครื่องปรุงรส พวกผงชูรส ซุปก้อน น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว กะปิ ซึ่งพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่มักติดการปรุงรสในอาหาร ส่วนขนมปังเบเกอรี่ก็มีโซเดียมจากผงฟูที่ใช้ทำขนมปัง พาย ซาลาเปา โดนัท ฯลฯ และในยุคปัจจุบันที่คนไทยมักเลือกทานอาหารที่สะดวกมากขึ้นกับอาหารสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่นอาหารแปรรูปต่างๆ จำพวก ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น อาหารกระป๋อง ซึ่งมีโซเดียมอยู่จากสารกันบูด และรวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่จะมีอัตราปริมาณโซเดียมสูงมากแนวทางเพื่อลดปริมาณการบริโภคโซเดียม คือ ควรเลี่ยงผงชูรสและเครื่องปรุงรสต่างๆ ลดอาหารรสจัด (โดยเฉพาะเค็มจัด) รับประทานอาหารสด ลดการทานอาหารหมักดอง แช่อิ่ม อาหารแช่แข็ง เพื่อหลีกเลี่ยงโซเดียมที่มากับสารกันบูด หมั่นสังเกตปริมาณโซเดียมจากฉลากโภชนาการเพื่อจะได้พอประเมิณปริมาณที่เราบริโภคได้ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมไม่ให้เกินปริมาณที่จำเป็นได้ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ลดความเสี่ยงจะเป็นโรคภัยต่างๆ ได้เยอะเลยทีเดียว


     แนะนำวิธีการใช้อุปกรณ์วัดความเค็มในอาหาร

  •  หากเป็นสีฟ้าถือว่าไม่เค็มมากสามารถบริโภคได้
  •  หากเป็นสีเขียวต้องบริโภคอย่างระมัดระวัง  
  •  หากเป็นสีแดงควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน

 

     แหล่งที่มาหลักของการบริโภคโซเดียมของเรามาจากโซเดียมคลอไรด์ คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสถาบันการแพทย์ระบุว่าสำหรับบุคคลอายุ 9-50 ปี ระดับโซเดียม (AI) ที่เพียงพอคือ 1.5 กรัมต่อปริมาณโซเดียมที่ต้องการเป็นข้อความทั่วไป มีหลายตัวอย่างที่ต้องการปริมาณโซเดียมที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่นนักกีฬาที่มีเหงื่อออกมากจะสูญเสียโซเดียมในปริมาณที่สูงขึ้นเมื่อพวกเขาเหงื่อออกเมื่อเทียบกับคนที่มีวิถีชีวิตแบบอยู่ประจำ คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสถาบันการแพทย์ยังระบุว่าการบริโภคโซเดียม (UL) ระดับที่ยอมรับได้เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตสำหรับบุคคลที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไปคือ 2.3 กรัมต่อวันซึ่งเทียบเท่ากับเกลือประมาณ 1 ช้อนชา (โซเดียมคลอไรด์)

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้