แพ็คคู่สุดคุ้ม Vitech Biota 5 30แคปซูล + BetaGlucan Plus Rosehip 30 เม็ด

วิตามิน อาหารเสริม เวชสำอาง บำรุงผิว อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ

เข้าสู่ระบบ    | ยังไม่มีสินค้า  
หน้าแรก  รีวิวสินค้า  ปัญหาสุขภาพ  วิธีสั่งซื้อ  ข่าวสาร  แนะนำสินค้า  สาระน่ารู้  ติดต่อเรา 
  VITECH

แพ็คคู่สุดคุ้ม Vitech Biota 5 30แคปซูล + BetaGlucan Plus Rosehip 30 เม็ด

ปรับสมดุลลำไส้ + เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

Biota 5 ประกอบไปด้วยโปรไบโอติค 5 สายพันธุ์ รวม 8000 ล้านตัว โดยได้คัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี ทั้งสภาวะที่เป็นกรด ด่าง หรืออุณหภูมิสูงๆ พร้อมเสริมด้วยอาหารของเชื้อ พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) จากธรรมชาติ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่าย บล็อคโคลี ธัญพืชต่างๆ เป็นต้นซึ่งผลิตภัณฑ์โปรไบโอติคที่ดีควรจะมีทั้งเชื้อและอาหารเลี้ยงเชื้อร่วมกัน หรือเรียกว่า “ซินไบโอติค Synbiotics” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้ากลูแคน พลัส โรสฮิป (ตรา ไวเทค) เบต้ากลูแคนที่มีสรรพคุณที่ดีที่สุดและมีความปลอดภัยสูงสุด ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้องและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวอย่างมีประสิทธิภาพ
รหัสสินค้า27995-27032

ขนาด1 แพ็ค
ราคาปกติ 2080 บาท
ผู้ผลิตVITECH
สถานะสินค้ามีสินค้า in stock
PROMOTION       WOW!!!!!! แพ็คคู่สุดคุ้ม ด่วนจำนวนจำกัด!!!
ราคา 1,680 บาท
ราคาพิเศษ
    สั่งซื้อ  
การจัดส่ง FLASH EXPRESS ทุกวันจันทร์ - เสาร์ ตัดรอบ 11.00 น. (1-2 วันทำการ)
การชำระเงิน ดูรายละเอียด
 
รายละเอียดสินค้า
Vitech Biota 5 30s.(Synbiotic) ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอาหาร ไบโอต้า ไฟว์ ลำไส้ เป็นอวัยวะที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพมาก แต่มักถูกละเลย ลำไส้เป็นทั้งสมองที่สองของร่างกาย เนื่องจากมันมีระบบสั่งการการทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านสมอง และ เป็นหน่วยสร้างภูมิต้านทาน โดยพบว่า 70% ของเซลล์ภูมิต้านทานอยู่ที่ลำไส้ งานวิจัยเมื่อไม่นานนี้ ระบุว่า การมีปัญหากระเพาะและลำไส้ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ง่ายขึ้นด้วย เช่น ไข้หวัด การที่ร่างกายมีสมดุลย์จุลินทรีย์ที่ดี จะทำให้ลำไส้แข็งแรง และเมื่อลำไส้แข็งแรงก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงไปด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลำไส้” ในร่างกายของเรามีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กระจายตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิว ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ไปจนถึงช่องคลอด หรือ แบคทีเรียตัวดี เราจะรู้จักกันในนาม “โปรไบโอติกส์ (Probiotics)” แต่จริงๆแล้วสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆในร่างกายของเราไม่ได้มีแค่แบคทีเรีย มันยังมีเชื้อไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว อีกด้วย ดังนั้นถ้าจะเรียกให้ถูกควรใช้คำว่า ไมโครไบโอต้า(Microbiota) โดยถ้านำจำนวนของไมโครไบโอต้าทั้งหมดในร่างกายมาชั่งรวมกัน พบว่ามีน้ำหนักเกือบ 2 กิโลกรัม หรือ เกือบเท่ากับขนาดสมองของมนุษย์เลยทีเดียว จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมสมดุลย์ในร่างกายให้มีสุขภาพดีและปราศจากโรค โดยมีหน้าที่หลัก คือ คอยยึดเกาะตามผนังเซลล์ของอวัยวะต่างๆที่มันอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้เชื้อก่อโรคมารุกราน ช่วยย่อยใยอาหารให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้น ที่เป็นอาหารของผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้แข็งแรงไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ ไปจนถึงการกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกาย เป็นต้น Biota 5 ประกอบไปด้วยโปรไบโอติค 5 สายพันธุ์ รวม 8000 ล้านตัว โดยได้คัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี ทั้งสภาวะที่เป็นกรด ด่าง หรืออุณหภูมิสูงๆ พร้อมเสริมด้วยอาหารของเชื้อ พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) จากธรรมชาติ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่าย บล็อคโคลี ธัญพืชต่างๆ เป็นต้นซึ่ งผลิตภัณฑ์โปรไบโอติคที่ดีควรจะมีทั้งเชื้อและอาหารเลี้ยงเชื้อร่วมกัน หรือเรียกว่า “ซินไบโอติค Synbiotics” พร้อมกับเลือกใช้นวัตกรรมแคปซูลชนิด DRcaps ซื้อสามารถป้องกันโปรไบโอติคถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอีกชั้นหนึ่ง และยังสามารถนำส่งโปรไบโอติคเข้าสู่ลำไส้ได้เต็มที่ Biota 5 Probiotics ประกอบด้วย 5 สายพันธุ์ 1.Bacillus coagulans ปรับลำไส้ โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือสามารถสร้าง endospore เหมือนเกราะคอยปกป้องตัวเอง ทำให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงได้ เช่น มีอัตราการรอดชีวิตสูงแม้เก็บที่อุณหภูมิห้องนานถึง 3 ปี, ทนอุณหภูมิสูงได้ถึง 105 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่ถูกทำลายระหว่างกระบวนการผลิตและการขนส่ง, ทนต่อสภาวะกรดในกระเพาะอาหาร และสภาวะของเกลือน้ำดีได้ ทำให้มีปริมาณเชื้อที่เพียงพอที่จะไปถึงลำไส้ใหญ่และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายประโยชน์ของ B.Coagulans เช่น ✿ท้องผูก โดยพบว่าทำให้อุจจาระมีลักษณะที่ดีขึ้น เพิ่มจำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ โดยพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองมีอัตราการตอบสนองถึง 70% เมื่อรับประทาน Bacillus coagulans ขนาด 300-750 M CFU/วัน เป็นระยะเวลา 2-10 วัน ✿ลำไส้แปรปรวน จากการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ✿ท้องเสียจากการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดอาการท้องเสียฉับพลัน ท้องเสียจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส และท้องเสียจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรับประทาน Bacillus coagulans ขนาด 100-600 M CFU/วัน เป็นระยะเวลา 2-12 วัน ✿ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดการเจริญของเซลล์มะเร็งในมนุษย์ได้ โดยไปชักนำการเกิดการตายของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ (apoptosis) ✿ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล, อาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด, ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ E.coli, ช่วยลดอาการ lactose intolerance 2.Lactobacillus rhamnosus GG (LGG) ภูมิแพ้ ผื่นผิวหนัง โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ เจริญเติบโตได้เป็นกลุ่มๆ ทำให้สามารถยึดเกาะผนังลำไส้ได้ดี ไม่หลุดง่าย เป็นสายพันธุ์ที่เด่นในเรื่องของภูมิแพ้ต่างๆ โดยมีการศึกษาถึงความปลอดภัย พบว่าสามารถรับประทานได้ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการเกิดแพ้ผิวหนังในเด็ก ✿มีการศึกษาโดยการให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ที่มีประวัติการเป็นโรค Atopic Dermatitis หรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รับประทาน LGG จำนวน 10,000 MCFU/วัน เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ พบว่าลดอุบัติการณ์การเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเมื่อเด็กอายุครบ2 ปี, 4 ปี, 7 ปี ได้ 49%, 43% และ 36% ตามลำดับ 3.Lactobacillus acidophilus แพ้น้ำตาลแลคโตส โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ ตัวมันสามารถผลิตกรด lactic ได้ โดยการไปผลิตเอนไซม์ lactase ให้ไปย่อยน้ำตาล lactose จากน้ำตาลและนม จนได้เป็นกรด lactic ออกมา ทำให้สามารถใช้ในการช่วยลดอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส (Lactose intolerance) หรือที่เรียกว่า “แพ้นม” ได้ ✿มีการศึกษาในผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส โดยให้รับประทาน Lactobacillus acidophilus เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าสามารถช่วยลดอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส เช่น ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อย่างมีนัยสำคัญ ✿นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาว่า Lactobacillus acidophilus สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ จากการศึกษาในเด็กที่มีอายุ 3-5 ปี จำนวน 326 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า สามารถลดอุบัติการณ์การเป็นไข้ลงได้ 73%, อาการไอลดลง 62% และลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้ 84% 4.Bifidobacterium longum (B. longum) เป็นจุลินทรีย์ตัวดี มักอาศัยอยู่บริเวณทางเดินอาหาร และเป็นแบคทีเรียที่มักพบในน้ำนมแม่ เป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์หลายด้าน เช่น ✿ลำไส้ช่วยเรื่องระบบลำไส้ ปรับpH ในทางเดินอาหารให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางเดินอาหารให้แข็งแรง, ต้านการอักเสบจากโรคโครห์น (โรคที่เกิดการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหารหรือลำไส้)และ โรคลำไส้อักเสบ, ลดอาการโคลิกในเด็กทารก เป็นต้น ✿ภูมิแพ้ป้องกันการติดเชื้อต่างๆในร่างกาย, ลดอาการภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ต่างๆในร่างกาย ✿นอกจากนี้ ยังช่วยสังเคราะห์วิตามิน B ที่มีผลในการลดระดับ homocysteine ในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต และมีงานวิจัยพบว่า B. longum สามารถลดภาวะซึมเศร้าและลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลได้ด้วย 5. Bifidobacterium lactis (B. lactis) โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ เป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อกรดและน้ำดีในทางเดินอาหาร ทำให้สามารถมีชีวิตรอดถึงลำไส้ มักพบได้ในเด็กสุขภาพดีที่ดื่มนมแม่ ช่วยย่อยอาหาร ต้านการติดเชื้อ และมีความสัมพันธ์กับ ✿LGG และ B. lactis สามารถจับกับไวรัสหลายชนิด เช่น โรต้าไวรัส Rotavirus ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ ✿นอกจากนี้มีการศึกษาที่พบว่า B. lactisสามารถป้องกันภาวะน้ำหนักเยอะหลังคลอดได้ โดยพบว่าเมื่อให้คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรกรับประทาน LGG และ B. Lactis ไปจนถึงหลังคลอด 6 เดือน พบภาวะน้ำหนักลงพุงในกลุ่มที่รับประทานโปรไบโอติกส์ 25% ในขณะกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานโปรไบโอติกส์มีภาวะน้ำหนักเยอะลงพุงถึง 43% ข้อแนะนำในการรับประทาน 1.ถึงแม้ว่า Probiotics ควรกินตอนท้องว่างจะดีกว่า แต่ Biota 5 ใช้เทคโนโลยีแคปซูล DRcaps ที่สามารถช่วยป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อให้ไปแตกตัว ส่ง Probiotics เหล่านั้นให้ถึงลำไส้ซึ่งมีความเป็นด่างได้อย่างปลอดภัย จึงสามารถรัลประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ 2.รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหาร Vitech BetaGlucan Plus Rosehip 30s. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้ากลูแคน พลัส โรสฮิป (ตรา ไวเทค) ✿ในแต่ละวันเราได้รับสิ่งต่างๆเข้าสู่ร่างกาย ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรากิน หรือ อากาศที่เราสูดดม ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมต่างๆมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สารเคมี ยาฆ่าแมลง เชื้อโรคต่างๆ ✿โดยธรรมชาติร่างกายจะมีภูมิต้านที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด คอยกำจัดสารพิษ เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือ มีปัจจัยต่างๆที่ส่งเสริมให้ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ความเครียด อดนอน อดอาหาร ขาดการออกกำลังกาย หรือ ได้รับยาบางชนิด เช่นยากดภูมิ ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการรับประทานยาปฏิชีวนะนานๆ จะไปทำลายเหล่าทหารในร่างกาย อย่างเม็ดเลือดขาว หรือ จุลินทรีย์ตัวดี ทำให้มีปริมาณไม่มากพอที่จะกำจัดเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆได้หมด เวลานั้นก็ถือว่าเราได้พ่ายแพ้ต่อสงคราม และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ✿ในปัจจุบันมีการศึกษามากมายที่พบว่า สารที่สามารถเสริมภูมิต้านทานโดยแบบธรรมชาติให้แก่ร่างกาย ซึ่งมีสมรรถภาพสูงสุดและปลอดภัยเท่าที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จักในปัจจุบันก็คือ เบต้ากลูแคน (Beta glucan) โดยหน้าที่หลักของ เบต้ากลูแคน จะไปกระตุ้นการทำงานของแมคโครฟาจ ให้มีความขยันขันแข็ง ไม่ต้องรอให้สิ่งแปลกปลอมมากระตุ้นก็พร้อมที่จะทำงานทุกสถานการณ์ ✿นอกจากนี้ เบต้ากลูแคน ยังทำให้เม็ดเลือดขาว เห็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้ว เม็ดเลือดขาวจะเข้าใจว่าเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติในร่างกายเป็นพวกเดียวกัน เนื่องจากว่า เซลล์มะเร็งถูกพัฒนามาจากเซลล์ปกติในร่างกาย ที่ถูกปัจจัยบางอย่างทำให้การแบ่งตัวผิดเพี้ยนไป ดังน้ันเซลล์มะเร็งจึงมีดีเอ็นเอที่เหมือนกับเซลล์ปกติทั่วไป นอกจากเซลล์มะเร็งนั้นจะผิดปกติมาก จนเซลล์ภูมิต้านทานทั้งหลายเริ่มสังเกตเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงจะเข้ามาจัดการทำลาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ทันการณ์ เซลล์มะเร็งก็ได้รุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว ✿ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไม เบต้ากลูแคน จึงเป็นที่ยอมรับในด้านการเสริมภูมิต้านทานกันอย่างกว้างขวาง ด้วยความสามารถดังที่กล่าวมาในข้างต้น เบต้ากลูแคนจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่เราควรจะบริโภคเพิ่มเสริมสร้างร่างกายให้เเข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันสูงสุด และปลอดภัยเนื่องจากเป็นการเลียนแบบกลไกการป้องกันโดยธรรมชาติ เบต้ากลูแคน คือ สารอาหารประเภทแป้ง เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนที่มาจากธรรมชาติ (Natural polysaccharide) มีหลากหลายโครงสร้างแตกต่างกันจากแหล่งที่มา เช่น เห็ด ยีสต์ แบคทีเรีย สาหร่าย ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น โดยโครงสร้างที่ได้คะแนนสูงสุดในด้านการเสริมภูมิต้านทาน คือ เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน (Beta 1,3/1,6 glucan) ที่สกัดได้มาจากเห็ด และผนังเซลล์ของยีสต์ แม้ว่า เบต้ากลูแคน ที่ได้มาจาก เห็ด และยีสต์ จะมีโครงสร้างเป็น เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน เหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างกันตรงที่ เบต้ากลูแคน ที่ได้จากเห็ด จะเป็นโครงสร้างสายสั้น ทำให้มีการละลายน้ำได้ดี ในขณะที่ เบต้ากลูแคน ที่ได้จากยีสต์ จะเป็นโครงสร้างสายยาว ซึ่งอาจจะพบส่วนของกลูแตนติดมาที่ปลายสายของโครงสร้างได้ จึงไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ การทำงานของเบต้ากลูแคน เบต้ากลูแคนสามารถช่วยระบบภูมิต้านทานได้อย่างน้อย 3 วิธีดังนี้ ✿กระตุ้นให้ไขกระดูกเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว ทำให้มีเซลล์ภูมิคุ้มกันเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนเพียงพอที่จะทำลายผู้บุกรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ✿เพิ่มประสิทธิภาพของ Macrophage ในการจับกินผู้บุกรุก โดยกระตุ้นให้ Macrophage สามารถทำลายผู้บุกรุกได้อย่างว่องไวมากขึ้น และส่งสัญญาณเตือนภัยไปเซลล์ต่างๆโดยการหลั่งสารเคมีสื่อสารออกไป ✿พัฒนาเซลล์ภูมิต้านทานทั้งหลายให้สามารถเคลื่อนที่ไปยังผู้รุกรานตรงบริเวณเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น ทันต่อเหตุการณ์ Rosehip (โรสฮิบ) โรสฮิบ อุดมไปด้วยวิตามินซี, เอ,บี3, ดี และ อี มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างอนุมูลอิสระสูง เนื่องจากประกอบไปด้วยสารประกอบในกลุ่ม Polyphenolic เช่น Proanthocyanidins และ Flavonoids จึงช่วยป้องกันเซลล์ต่างๆไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ลดการบาดเจ็บของเซลล์ ทำให้เซลล์แข็งแรงไม่ถูกทำลายได้ง่าย Vitamin C การรับประทานวิตามินซีร่วมกับเบต้ากลูแคน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนได้ เนื่องจากโดยปกติภายในเม็ดเลือดขาวแมคโครเฟจ จะมีวิตามินซีมาก ภายนอกเซลล์ถึง 40 เท่า ซึ่งปริมาณวิตามินซีภายในเซลล์ มีผลต่อการเคลื่อนไหว และการจับกินสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นการรับประทานวิตามินซีเสริม จะช่วยให้การทำงานของแมคโครเฟจกลับมามีประสิทธิภาพเป็นปกติได้ Vitech Betaglucan plus Rosehip ใช้เบต้ากลูแคนสูงถึง 343 มก. มากสุดในท้องตลาด และยังใช้เบต้ากลูแคนสายสั้นมาเป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมโรสฮิป 400 มก. เพื่อช่วยให้เบต้ากลูแคนทำงานได้ดียิ่งขึ้น ข้อแนะนำในการรับประทาน ✿ขนาดรับประทานของเบต้ากลูแคน ขึ้นกับปัญหาสุขภาพ ✿กระตุ้นภูมิต้านทานทั่วไป รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน ✿หากมีภาวะต้องต่อสู้กับการติเชื้อต่างๆ รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและก่อนนอน ✿ขนาดรับประทานสูงสุดในการกระตุ้นภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ 3000 มก. ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูล ✿สารสกัดจากโรสฮิป / Rose Hips Extract400 มก. ✿เบต้า กลูแคน จากยีสต์ 85% / Yeast Beta Glucan 85%270 มก. ✿เบต้า กลูแคน จากเห็ดหลินจือ / Beta Glucan from Ganoderma Lucidum64 มก.วัตถุเจือปนอาหาร (INS 428), สีสังเคราะห์ (INS 171) วิธีการรับประทาน :รับประทานวันละ 1 แคปซูล การเก็บ :เก็บไว้ในที่แห้งและหลีกเลี่ยงแสงแดด อ.ย 10-1-18260-5-0088

Vitech Biota 5 30s.(Synbiotic)

 

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอาหาร ไบโอต้า ไฟว์

       ลำไส้ เป็นอวัยวะที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพมาก แต่มักถูกละเลย ลำไส้เป็นทั้งสมองที่สองของร่างกาย เนื่องจากมันมีระบบสั่งการการทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านสมอง และ เป็นหน่วยสร้างภูมิต้านทาน โดยพบว่า 70% ของเซลล์ภูมิต้านทานอยู่ที่ลำไส้ งานวิจัยเมื่อไม่นานนี้ ระบุว่า การมีปัญหากระเพาะและลำไส้ทำให้มีโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ง่ายขึ้นด้วย เช่น ไข้หวัด การที่ร่างกายมีสมดุลย์จุลินทรีย์ที่ดี จะทำให้ลำไส้แข็งแรง และเมื่อลำไส้แข็งแรงก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงไปด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลำไส้”

 
   ในร่างกายของเรามีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กระจายตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิว ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ไปจนถึงช่องคลอด หรือ แบคทีเรียตัวดี เราจะรู้จักกันในนาม “โปรไบโอติกส์ (Probiotics)” แต่จริงๆแล้วสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆในร่างกายของเราไม่ได้มีแค่แบคทีเรีย  มันยังมีเชื้อไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว อีกด้วย ดังนั้นถ้าจะเรียกให้ถูกควรใช้คำว่า ไมโครไบโอต้า(Microbiota) โดยถ้านำจำนวนของไมโครไบโอต้าทั้งหมดในร่างกายมาชั่งรวมกัน พบว่ามีน้ำหนักเกือบ 2 กิโลกรัม หรือ เกือบเท่ากับขนาดสมองของมนุษย์เลยทีเดียว 


   จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมสมดุลย์ในร่างกายให้มีสุขภาพดีและปราศจากโรค โดยมีหน้าที่หลัก คือ คอยยึดเกาะตามผนังเซลล์ของอวัยวะต่างๆที่มันอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้เชื้อก่อโรคมารุกราน ช่วยย่อยใยอาหารให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้น ที่เป็นอาหารของผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้แข็งแรงไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ ไปจนถึงการกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกาย เป็นต้น


   Biota 5 ประกอบไปด้วยโปรไบโอติค 5 สายพันธุ์ รวม 8000 ล้านตัว โดยได้คัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี ทั้งสภาวะที่เป็นกรด ด่าง หรืออุณหภูมิสูงๆ พร้อมเสริมด้วยอาหารของเชื้อ พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) จากธรรมชาติ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ขึ้นฉ่าย บล็อคโคลี ธัญพืชต่างๆ เป็นต้นซึ่ งผลิตภัณฑ์โปรไบโอติคที่ดีควรจะมีทั้งเชื้อและอาหารเลี้ยงเชื้อร่วมกัน หรือเรียกว่า “ซินไบโอติค Synbiotics” พร้อมกับเลือกใช้นวัตกรรมแคปซูลชนิด DRcaps ซื้อสามารถป้องกันโปรไบโอติคถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอีกชั้นหนึ่ง และยังสามารถนำส่งโปรไบโอติคเข้าสู่ลำไส้ได้เต็มที่

Biota 5 Probiotics ประกอบด้วย 5 สายพันธุ์

 

1.Bacillus coagulans

 ปรับลำไส้ 

    โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือสามารถสร้าง endospore เหมือนเกราะคอยปกป้องตัวเอง ทำให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงได้ เช่น มีอัตราการรอดชีวิตสูงแม้เก็บที่อุณหภูมิห้องนานถึง 3 ปี, ทนอุณหภูมิสูงได้ถึง 105 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่ถูกทำลายระหว่างกระบวนการผลิตและการขนส่ง, ทนต่อสภาวะกรดในกระเพาะอาหาร และสภาวะของเกลือน้ำดีได้ ทำให้มีปริมาณเชื้อที่เพียงพอที่จะไปถึงลำไส้ใหญ่และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย ประโยชน์ของ B.Coagulans เช่น

✿ ท้องผูก โดยพบว่าทำให้อุจจาระมีลักษณะที่ดีขึ้น เพิ่มจำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ โดยพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองมีอัตราการตอบสนองถึง 70% เมื่อรับประทาน Bacillus coagulans ขนาด 300-750 M CFU/วัน เป็นระยะเวลา 2-10 วัน

✿ ลำไส้แปรปรวน จากการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 12 สัปดาห์

✿ ท้องเสีย  จากการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดอาการท้องเสียฉับพลัน ท้องเสียจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส และท้องเสียจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรับประทาน Bacillus coagulans ขนาด 100-600 M CFU/วัน เป็นระยะเวลา 2-12 วัน 

✿ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีการศึกษาพบว่า Bacillus coagulans สามารถลดการเจริญของเซลล์มะเร็งในมนุษย์ได้ โดยไปชักนำการเกิดการตายของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ (apoptosis)

✿ ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล, อาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด, ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ E.coli, ช่วยลดอาการ lactose intolerance

2.Lactobacillus rhamnosus GG (LGG) 

 ภูมิแพ้ ผื่นผิวหนัง

   โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ เจริญเติบโตได้เป็นกลุ่มๆ ทำให้สามารถยึดเกาะผนังลำไส้ได้ดี ไม่หลุดง่าย เป็นสายพันธุ์ที่เด่นในเรื่องของภูมิแพ้ต่างๆ โดยมีการศึกษาถึงความปลอดภัย พบว่าสามารถรับประทานได้ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการเกิดแพ้ผิวหนังในเด็ก

    มีการศึกษาโดยการให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ที่มีประวัติการเป็นโรค Atopic Dermatitis หรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รับประทาน LGG จำนวน 10,000 M  CFU/วัน เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ พบว่าลดอุบัติการณ์การเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเมื่อเด็กอายุครบ  2 ปี, 4 ปี, 7 ปี ได้ 49%, 43% และ 36% ตามลำดับ

3.Lactobacillus acidophilus

 แพ้น้ำตาลแลคโตส

   โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ ตัวมันสามารถผลิตกรด lactic ได้ โดยการไปผลิตเอนไซม์ lactase ให้ไปย่อยน้ำตาล lactose จากน้ำตาลและนม จนได้เป็นกรด lactic ออกมา ทำให้สามารถใช้ในการช่วยลดอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส (Lactose intolerance) หรือที่เรียกว่า “แพ้นม” ได้

   มีการศึกษาในผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส โดยให้รับประทาน Lactobacillus acidophilus เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าสามารถช่วยลดอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส เช่น ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อย่างมีนัยสำคัญ

   นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาว่า Lactobacillus acidophilus สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ จากการศึกษาในเด็กที่มีอายุ 3-5 ปี จำนวน 326 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า สามารถลดอุบัติการณ์การเป็นไข้ลงได้ 73%, อาการไอลดลง 62% และลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้ 84%

4.Bifidobacterium longum (B. longum)

     เป็นจุลินทรีย์ตัวดี มักอาศัยอยู่บริเวณทางเดินอาหาร และเป็นแบคทีเรียที่มักพบในน้ำนมแม่ เป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์หลายด้าน เช่น 

✿ ลำไส้  ช่วยเรื่องระบบลำไส้ ปรับpH ในทางเดินอาหารให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางเดินอาหารให้แข็งแรง, ต้านการอักเสบจากโรคโครห์น (โรคที่เกิดการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหารหรือลำไส้)และ โรคลำไส้อักเสบ, ลดอาการโคลิกในเด็กทารก เป็นต้น

✿ ภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆในร่างกาย, ลดอาการภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ต่างๆในร่างกาย

✿ นอกจากนี้ ยังช่วยสังเคราะห์วิตามิน B ที่มีผลในการลดระดับ homocysteine ในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต และมีงานวิจัยพบว่า B. longum สามารถลดภาวะซึมเศร้าและลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลได้ด้วย

5. Bifidobacterium lactis (B. lactis)

     โปรไบโอติกส์สายพันธุ์นี้ มีจุดเด่น คือ เป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อกรดและน้ำดีในทางเดินอาหาร ทำให้สามารถมีชีวิตรอดถึงลำไส้ มักพบได้ในเด็กสุขภาพดีที่ดื่มนมแม่ ช่วยย่อยอาหาร ต้านการติดเชื้อ และมีความสัมพันธ์กับ

     LGG และ B. lactis สามารถจับกับไวรัสหลายชนิด เช่น โรต้าไวรัส Rotavirus ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

     นอกจากนี้มีการศึกษาที่พบว่า B. lactis สามารถป้องกันภาวะน้ำหนักเยอะหลังคลอดได้ โดยพบว่าเมื่อให้คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรกรับประทาน LGG และ B. Lactis ไปจนถึงหลังคลอด 6 เดือน พบภาวะน้ำหนักลงพุงในกลุ่มที่รับประทานโปรไบโอติกส์ 25% ในขณะกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานโปรไบโอติกส์มีภาวะน้ำหนักเยอะลงพุงถึง 43%

ข้อแนะนำในการรับประทาน
1. ถึงแม้ว่า Probiotics ควรกินตอนท้องว่างจะดีกว่า แต่ Biota 5 ใช้เทคโนโลยีแคปซูล DRcaps ที่สามารถช่วยป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อให้ไปแตกตัว ส่ง Probiotics เหล่านั้นให้ถึงลำไส้ซึ่งมีความเป็นด่างได้อย่างปลอดภัย จึงสามารถรัลประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้

2. รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหาร

 

Vitech BetaGlucan Plus Rosehip 30s.

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้ากลูแคน พลัส โรสฮิป (ตรา ไวเทค)

   ในแต่ละวันเราได้รับสิ่งต่างๆเข้าสู่ร่างกาย ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรากิน หรือ อากาศที่เราสูดดม ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมต่างๆมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สารเคมี ยาฆ่าแมลง เชื้อโรคต่างๆ 

 
  โดยธรรมชาติร่างกายจะมีภูมิต้านที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด คอยกำจัดสารพิษ เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือ มีปัจจัยต่างๆที่ส่งเสริมให้ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ความเครียด อดนอน อดอาหาร ขาดการออกกำลังกาย หรือ ได้รับยาบางชนิด เช่น  ยากดภูมิ ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการรับประทานยาปฏิชีวนะนานๆ จะไปทำลายเหล่าทหารในร่างกาย อย่างเม็ดเลือดขาว หรือ จุลินทรีย์ตัวดี ทำให้มีปริมาณไม่มากพอที่จะกำจัดเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆได้หมด เวลานั้นก็ถือว่าเราได้พ่ายแพ้ต่อสงคราม และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
 
  ในปัจจุบันมีการศึกษามากมายที่พบว่า สารที่สามารถเสริมภูมิต้านทานโดยแบบธรรมชาติให้แก่ร่างกาย ซึ่งมีสมรรถภาพสูงสุดและปลอดภัยเท่าที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จักในปัจจุบันก็คือ เบต้ากลูแคน (Beta glucan) โดยหน้าที่หลักของ เบต้ากลูแคน จะไปกระตุ้นการทำงานของแมคโครฟาจ ให้มีความขยันขันแข็ง ไม่ต้องรอให้สิ่งแปลกปลอมมากระตุ้นก็พร้อมที่จะทำงานทุกสถานการณ์
 
  นอกจากนี้ เบต้ากลูแคน ยังทำให้เม็ดเลือดขาว เห็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้ว เม็ดเลือดขาวจะเข้าใจว่าเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติในร่างกายเป็นพวกเดียวกัน เนื่องจากว่า เซลล์มะเร็งถูกพัฒนามาจากเซลล์ปกติในร่างกาย ที่ถูกปัจจัยบางอย่างทำให้การแบ่งตัวผิดเพี้ยนไป ดังน้ันเซลล์มะเร็งจึงมีดีเอ็นเอที่เหมือนกับเซลล์ปกติทั่วไป นอกจากเซลล์มะเร็งนั้นจะผิดปกติมาก จนเซลล์ภูมิต้านทานทั้งหลายเริ่มสังเกตเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงจะเข้ามาจัดการทำลาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ทันการณ์ เซลล์มะเร็งก็ได้รุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว     
                 
    ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไม เบต้ากลูแคน จึงเป็นที่ยอมรับในด้านการเสริมภูมิต้านทานกันอย่างกว้างขวาง ด้วยความสามารถดังที่กล่าวมาในข้างต้น เบต้ากลูแคนจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่เราควรจะบริโภคเพิ่มเสริมสร้างร่างกายให้เเข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันสูงสุด และปลอดภัยเนื่องจากเป็นการเลียนแบบกลไกการป้องกันโดยธรรมชาติ         
 
    เบต้ากลูแคน คือ สารอาหารประเภทแป้ง เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนที่มาจากธรรมชาติ (Natural polysaccharide) มีหลากหลายโครงสร้างแตกต่างกันจากแหล่งที่มา เช่น เห็ด ยีสต์ แบคทีเรีย สาหร่าย ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น โดยโครงสร้างที่ได้คะแนนสูงสุดในด้านการเสริมภูมิต้านทาน คือ เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน (Beta 1,3/1,6 glucan) ที่สกัดได้มาจากเห็ด และผนังเซลล์ของยีสต์ แม้ว่า เบต้ากลูแคน ที่ได้มาจาก เห็ด และยีสต์ จะมีโครงสร้างเป็น เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน เหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างกันตรงที่ เบต้ากลูแคน ที่ได้จากเห็ด จะเป็นโครงสร้างสายสั้น ทำให้มีการละลายน้ำได้ดี ในขณะที่ เบต้ากลูแคน ที่ได้จากยีสต์ จะเป็นโครงสร้างสายยาว ซึ่งอาจจะพบส่วนของกลูแตนติดมาที่ปลายสายของโครงสร้างได้ จึงไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้

การทำงานของเบต้ากลูแคน

 

เบต้ากลูแคนสามารถช่วยระบบภูมิต้านทานได้อย่างน้อย 3 วิธีดังนี้
  ✿ กระตุ้นให้ไขกระดูกเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว ทำให้มีเซลล์ภูมิคุ้มกันเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนเพียงพอที่จะทำลายผู้บุกรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  ✿ เพิ่มประสิทธิภาพของ Macrophage ในการจับกินผู้บุกรุก โดยกระตุ้นให้ Macrophage สามารถทำลายผู้บุกรุกได้อย่างว่องไวมากขึ้น และส่งสัญญาณเตือนภัยไปเซลล์ต่างๆโดยการหลั่งสารเคมีสื่อสารออกไป
  ✿ พัฒนาเซลล์ภูมิต้านทานทั้งหลายให้สามารถเคลื่อนที่ไปยังผู้รุกรานตรงบริเวณเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น ทันต่อเหตุการณ์

 

Rosehip (โรสฮิบ)

โรสฮิบ อุดมไปด้วยวิตามินซี, เอ,บี3, ดี และ อี  มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างอนุมูลอิสระสูง เนื่องจากประกอบไปด้วยสารประกอบในกลุ่ม Polyphenolic เช่น Proanthocyanidins และ Flavonoids จึงช่วยป้องกันเซลล์ต่างๆไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ลดการบาดเจ็บของเซลล์ ทำให้เซลล์แข็งแรงไม่ถูกทำลายได้ง่าย 


Vitamin C

การรับประทานวิตามินซีร่วมกับเบต้ากลูแคน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนได้ เนื่องจากโดยปกติภายในเม็ดเลือดขาวแมคโครเฟจ จะมีวิตามินซีมาก ภายนอกเซลล์ถึง 40 เท่า ซึ่งปริมาณวิตามินซีภายในเซลล์ มีผลต่อการเคลื่อนไหว และการจับกินสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นการรับประทานวิตามินซีเสริม จะช่วยให้การทำงานของแมคโครเฟจกลับมามีประสิทธิภาพเป็นปกติได้

Vitech Betaglucan plus Rosehip 

 

ใช้เบต้ากลูแคนสูงถึง 343 มก. มากสุดในท้องตลาด และยังใช้เบต้ากลูแคนสายสั้นมาเป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมโรสฮิป 400 มก. เพื่อช่วยให้เบต้ากลูแคนทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ข้อแนะนำในการรับประทาน

 

✿ ขนาดรับประทานของเบต้ากลูแคน ขึ้นกับปัญหาสุขภาพ

✿ กระตุ้นภูมิต้านทานทั่วไป รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน

✿ หากมีภาวะต้องต่อสู้กับการติเชื้อต่างๆ รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและก่อนนอน

✿ ขนาดรับประทานสูงสุดในการกระตุ้นภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ 3000 มก. 

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูล

 

  สารสกัดจากโรสฮิป / Rose Hips Extract  400 มก.

  เบต้า กลูแคน จากยีสต์ 85% / Yeast Beta Glucan 85% 270 มก.

  เบต้า กลูแคน จากเห็ดหลินจือ / Beta Glucan from Ganoderma Lucidum 64 มก.วัตถุเจือปนอาหาร (INS 428), สีสังเคราะห์ (INS 171) 

วิธีการรับประทาน : รับประทานวันละ 1 แคปซูล

การเก็บ : เก็บไว้ในที่แห้งและหลีกเลี่ยงแสงแดด

 

อ.ย 10-1-18260-5-0088

คำเตือน เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค

สืบเนื่องจาก พรบ.โฆษณาอาหาร ทำให้ไม่สามารถใส่สรรพคุณสินค้าได้โดยตรง
ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID : @365Wecare
หรือโทรศัพท์สอบถามโดยตรงได้ที่เบอร์ 082-619-2414 ค่ะ



Copyright © 2011-2022 www.365wecare.com | Site Map