365WECARE

แอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อ: ความแตกต่าง วิธีใช้ และการเลือกให้เหมาะสม

แอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อ เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญในการทำความสะอาดผิวหนัง อุปกรณ์ และพื้นผิว เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค ใช้งานได้ทั้งในบ้าน สถานพยาบาล และสถานที่สาธารณะ บทความนี้สรุปความแตกต่าง ประเภท วิธีใช้ และข้อควรระวัง เพื่อให้เลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม

แอลกอฮอล์คืออะไร และใช้ทำอะไรได้บ้าง

แอลกอฮอล์ทางการแพทย์มักอยู่ในรูปแบบ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethanol) หรือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (Isopropyl Alcohol)

ความเข้มข้นที่พบบ่อย:

  • 70% (ใช้ทางการแพทย์ทั่วไป)

  • 95% (ใช้ในงานเฉพาะทางบางประเภท)

การใช้งานหลัก

  • เช็ดผิวหนังก่อนฉีดยา

  • ทำความสะอาดแผลตื้นบางประเภท

  • เช็ดอุปกรณ์หรือพื้นผิว

น้ำยาฆ่าเชื้อคืออะไร

น้ำยาฆ่าเชื้อ (Antiseptic / Disinfectant) คือสารที่ใช้ลดหรือทำลายเชื้อโรค โดยแบ่งตามการใช้งาน เช่น

  • ใช้กับผิวหนัง (Antiseptic)

  • ใช้กับพื้นผิวหรืออุปกรณ์ (Disinfectant)

ตัวอย่างที่พบได้:

  • โพวิโดนไอโอดีน

  • คลอเฮกซิดีน

  • น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิว

เปรียบเทียบแอลกอฮอล์เจลกับน้ำยาฆ่าเชื้อ

แอลกอฮอล์เจลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในรูปแบบเจล ใช้งานสะดวก พกพาง่าย และระเหยเร็ว เหมาะสำหรับทำความสะอาดมือเมื่อไม่สะดวกใช้น้ำและสบู่ โดยมักใช้ในชีวิตประจำวันหรือสถานที่สาธารณะ

ส่วนน้ำยาฆ่าเชื้อมีหลายสูตรและหลายความเข้มข้น บางชนิดออกแบบสำหรับใช้กับผิวหนัง บางชนิดสำหรับพื้นผิวหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทการใช้งานมากกว่าแอลกอฮอล์เจล

สรุปโดยง่าย:

  • หากต้องการทำความสะอาดมือแบบรวดเร็ว → ใช้แอลกอฮอล์เจล

  • หากต้องการทำความสะอาดแผลหรือพื้นผิวเฉพาะทาง → เลือกน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

ความแตกต่างระหว่างแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อ (แบบเข้าใจง่าย)

แอลกอฮอล์เหมาะสำหรับการเช็ดทำความสะอาดรวดเร็ว ระเหยไว และใช้งานสะดวก โดยเฉพาะก่อนฉีดยาหรือเช็ดพื้นผิวขนาดเล็ก

น้ำยาฆ่าเชื้อมีหลายสูตรและหลายระดับความเข้มข้น บางชนิดเหมาะกับแผล บางชนิดเหมาะกับพื้นผิว จึงต้องเลือกให้ตรงวัตถุประสงค์มากกว่า

หากเป็นการทำความสะอาดผิวหนังก่อนทำหัตถการเล็ก ๆ มักใช้แอลกอฮอล์
หากเป็นแผลที่ต้องการการดูแลมากขึ้น อาจเลือกใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมกับผิว

แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้ออะไรได้บ้าง

แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเหมาะสม เช่น 70% สามารถช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคหลายประเภท เช่น

  • เชื้อแบคทีเรียบางชนิด

  • เชื้อไวรัสบางประเภทที่มีเยื่อหุ้ม (Enveloped viruses)

  • เชื้อราบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ระยะเวลาสัมผัส และสภาพพื้นผิวที่ใช้งาน

วิธีเลือกใช้อย่างเหมาะสม

  • ใช้แอลกอฮอล์ 70% สำหรับเช็ดผิวก่อนฉีดยา

  • เลือกน้ำยาฆ่าเชื้อที่ระบุว่าสามารถใช้กับผิวหนังได้

  • สำหรับพื้นผิว ควรเลือกชนิดที่ออกแบบมาสำหรับฆ่าเชื้อบนวัสดุ

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรใช้กับแผลลึกโดยไม่มีคำแนะนำ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ในปริมาณมากบนผิวบอบบาง

  • ระวังการติดไฟ (โดยเฉพาะแอลกอฮอล์)

  • เก็บให้พ้นมือเด็ก

  • ตรวจสอบวันหมดอายุ

การเก็บรักษา

  • เก็บในที่แห้งและอุณหภูมิห้อง

  • ปิดฝาให้สนิท

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

สรุป

แอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญในการลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค แต่มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน แอลกอฮอล์เหมาะกับการเช็ดทำความสะอาดเฉพาะจุดและระเหยเร็ว ส่วนน้ำยาฆ่าเชื้อมีหลายชนิดสำหรับผิวหนังหรือพื้นผิว การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์จะช่วยสนับสนุนสุขอนามัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 
 
 

 

 

ชนิดของแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อ 


     แอลกอฮอล์ขนาดเล็กอย่าง ethanol และ isopropanol ใช้เป็น disinfectant อย่างแพร่หลาย แต่ methanol ไม่ใช้เป็น disinfectant เพราะมีพิษอย่างยิ่งต่อคน ถ้าได้รับเกิน 10 mL ไป เมื่อย่อยเป็น formic แล้วจะมีผลทำลายประสาทตาจนตาบอดถาวรได้ และถ้าได้รับเกิน 30 mL อาจถึงตายได้ โดยทั่วไป ethanol ออกฤทธิ์ต่อไวรัสได้ดีกว่า isopropanol และนิยมใช้กันอย่าง กว้างขวางมากกว่า สามารถฆ่าเชื้อวัณโรคและไวรัสพวก herpes, influenza, rabies ได้ แต่พวกไวรัสตับอักเสบและ AIDS ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด โดยปกติจะไม่ใช้แช่เครื่องมือ เพราะจะทำให้เป็นสนิม แต่หากเติม NaNO2 (sodium nitrite) 0.2% จะช่วยป้องกัน การเกิดสนิมได้


     แอลกอฮอล์มี2ชนิด เอทิลแอลกอฮอล์ และ เมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งแอลกอฮอล์ทั้ง 2 ชนิด มีลักษณะคล้ายกันมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยความคล้ายกันนั้น ความระคายเคือง ระดับความอันตราย และการใช้งาน มีความแตกต่างกัน


 เมทิลแลอกอฮอล์ มีความระคายเคืองมากกว่าเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเมทิลแอลกอฮอล์จะทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ ระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ แต่ถ้าเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ จะไม่เกิดความระคายเคือง แต่จะทำให้ผิวแห้ง


✿ เอทิลแอกอฮอล์ เมทิลแอลกอฮอล์ จะอันตรายมากกว่า เอทิลแอกอฮอล์ เพราะถ้าหากสูดดมเมทิลแอลกอฮอล์เข้าไปมากๆ จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก การมองเห็นจะผิดปกติจนอาจทำให้ตาบอดได้ และหากดื่มเข้าไป เมทิลแอลกอฮอล์จะทำปฏิกิริยากับสารเคมีในร่างกายเปลี่ยนเป็นฟอร์มาลดีไฮด์ (ฟอร์มาลีน) มีผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เห็นภาพไม่ชัด อาจทำให้ตาบอด กล้ามเนื้อตับตาย หรือโลหิตเป็นพิษ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนเอทิลแอลกอฮอล์ หากดื่นเข้าไปมากๆ ในครั้งเดียว จะทำให้เกิดอาการเมา ถึงแม้ว่าเอทานอลจะกินได้ ก็ใช่ว่าจะนำเอทานอลในน้ำยาล้างแผลมาดื่มแทนเหล้าได้ เพราะในน้ำยาล้างแผลจะมีการใส่สีไว้เพื่อป้องกันการนำไปรับประทาน


      เมทิลแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับใช้เป็นตัวทำละลาย อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เช่น สีทาไม้ น้ำมันเคลือบเงา ยาลอกสี ใช้ผสมในทินเนอร์ ฯลฯ และใช้เป็นเชื้อเพลิงในธรรมชาติ ส่วนเอทิลแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับการฆ่าเชื้อบนผิวหนัง และการทำความสะอาดอุปกณ์ทางการแพทย์ โดยปริมาณที่เหมาะสมคือระดับความเข้มข้น 70%

      นำน้ำส้มสายชู 3ml ผสมกับด่างทับทิม 1 เกล็ด

      ใช้เอทิลแอลกอฮอล์หรือเมทิลแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 3ml ผสมกับน้ำส้มสายชูที่ละลายกับด่างทับทิมไว้แล้ว 1ml

      หากเป็นเมทิลแอลกอฮอล์ที่อันตรายต่อร่างกาย สีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 15 นาทีแรก

      หากเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นสีภายใน 1 นาที

 


คำสำคัญสองคำ คือ Antiseptics และ Disinfectants 

 

✿ Disinfectant (สารฆ่าเชื้อ) หมายถึง สารที่ใช้กำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้หลากหลาย ไม่เจาะจง แต่มีความรุนแรงทำให้ไม่สามารถใช้กับพื้นผิวสิ่งมีชีวิตได้เช่นผิวหนัง จึงเหมาะสำหรับใช้กับพื้นผิวของสิ่งของต่างๆ ที่ไม่มีชีวิตเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ


✿ Antiseptic (สารระงับเชื้อ) หมายถึง สารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ และใช้กำจัดเชื้อจุลินทรีย์บนผิวหรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสารบางชนิดอาจเป็นได้ทั้ง disinfectant และ antiseptic เมื่อความเข้มข้นเปลี่ยน เช่น chlorhexidine ที่ความเข้มข้น 0.02% ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก จัดเป็น antiseptic แต่เมื่อเพิ่มความเข้มข้นเป็น 0.5% จะเป็น disinfectant ใช้ทำความสะอาดพื้นผิวได้


     สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงสารฆ่าเชื้อ หรือ Disinfectant เป็นหลักเนื่องจากเป็นสารประกอบสำคัญที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่ใช้ในครัวเรือน นอกจากนั้นยังนิยมใช้ในสถานพยาบาลด้วย การเลือกใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดใดนั้นควรพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้

  1. คุณสมบัติทางเคมี
  2. ความปลอดภัย ไม่ระคายเคืองและไม่เป็นพิษต่อผู้ใช้
  3. ประสิทธิภาพและระยะเวลาที่ใช้
  4. ไม่มีผลกับอุปกรณ์ เครื่องมือ รวมทั้งไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
  5. อื่นๆ เช่น ราคา ความคงตัว การเก็บรักษา

 


ประเภทของสารฆ่าเชื้อ 


สารฆ่าเชื้อสามารถแบ่งตามประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้เป็น 3 ระดับ คือ

 

  • ✿ สารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง (high level disinfectants) เป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อสูง สามารถฆ่าเชื้อได้ทุกชนิด ส่วนมากใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่สามารถนึ่งฆ่าเชื้อได้ เช่น formaldehyde, 30% hydrogen peroxide, chlorinated compounds
  • ✿ สารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพปานกลาง (intermediate level disinfectants) สารในกลุ่มนี้สามารถทำลายแบคทีเรียและไวรัสได้เกือบทุกชนิด นิยมใช้ในห้องปฏิบัติการและโรงพยาบาล เช่น sodium hypochlorite, ethyl alcohol, isopropyl alcohol
  • ✿ สารฆ่าเชื้อประสิทธิภาพต่ำ (low level disinfectants) สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสและเชื้อราได้บางชนิด เช่น 3% hydrogen peroxide

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้