365WECARE

ภาวะเสื่อมสมถรรภาพทางเพศ หมายถึง สภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวไม่นานพอ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะหลั่งเร็ว หลั่งไว และที่สำคัญอาจกระทบจิตใจ ทำให้ห่อเหี่ยว รู้สึกไม่มั่นใจ หรืออาจกระทบทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวตามมา โดยอาการดังกล่าวมักมีสาเหตุมาจากสภาวะหลอดเลือดไม่แข็งแรง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนลงพุง โรคเครียด การสูบบุหรี่ หรืออาจมีสาเหตุจากสภาวะฮอร์โมนที่ลดลงตามอายุ ปัจจุบันพบมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น และสามารถพบได้ทุกวัย แต่จะพบมากในอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป 

   ตามธรรมชาติอวัยวะเพศแข็งตัวเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศจากสมอง หรือประสาทสัมผัสต่างๆ ปลายประสาทที่อยู่ในอวัยวะเพศจะหลั่งสารบางอย่าง มีผลทำให้หลอดเลือดแดงภายในอวัยวะเพศขยายตัว เลือดแดงจะไหลเข้ามาในอวัยวะ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อพรุนคล้ายฟองน้ำมากขึ้น ส่งผลให้อวัยวะเพศชายมีการขยายโตและยาวขึ้น และในขณะเดียวกันเลือดดำที่อยู่ขอบนอกจะถูกเบียดให้แฟบลง ยิ่งทำให้เลือดมาคั่งในอวัยวะเพศ อวัยวะเพศจึงแข็งตัวพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้  

   ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือโรค อีดี (ED/ Erectile dysfunction) หมายถึง อาการที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวไม่นานพอ บางรายมีอาการหลั่งเร็ว หลั่งไว สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเหล่านี้เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศไม่เพียงพอ ปัจจุบันพบผู้ที่มีโอกาสป่วยด้วยอาการนี้สูงกว่าในอดีตที่ผ่านมาถึง 3 เท่า เนื่องจากการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เพศชายเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศสูงขึ้น

 ลักษณะอาการภาวะเสื่อมสมถรรภาพทางเพศ แบ่งออกเป็น 3 แบบ ดังนี้  

 

  • ▶ แบบปฐมภูมิ คือ การที่องคชาตไม่เคยแข็งตัวเต็มที่ หรือไม่แข็งพอที่จะทำให้ร่วมเพศสำเร็จเลย 
  • ▶ แบบทุติยภูมิ คือ การที่องคชาตเคยแข็งตัวและร่วมเพศได้มาก่อน แต่ต่อมาเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้ไม่สามารถแข็งตัวเหมือนเดิม 
  • ▶ แบบชั่วคราว คือ การที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเป็นครั้งคราว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในกรณีนี้ หากพบปัญหาและรีบรักษาแต่เนิ่นๆ สามารถหายเป็นปกติได้ 

 

   ผู้ชายส่วนใหญ่เมื่อถึงวัยกลางคนจะเริ่มมีปัญหากามตายด้าน เกิดขึ้นร้อยละ 37 ของผู้ชายอายุ 40-70 ปีเป็นโรคนี้ โดยมีอาการดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด ยิ่งอายุมากขึ้นจะยิ่งพบผู้ป่วยมากขึ้นไปตามวัย เพราะฮอร์โมนเพศลดลงพร้อมๆ กับความเสื่อมของร่างกาย โดยสามารถจัดระดับความรุนแรงได้ ดังนี้ 

 

   1. ระดับความรุนแรงน้อย ในระดับนี้สามารถสังเกตได้จากเวลาที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์จะสามารถสำเร็จได้เกือบทุกครั้ง 

   2. ระดับความรุนแรงปานกลาง หากมีเพศสัมพันธ์จะสำเร็จได้ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งในการร่วมเพศ 

   3. ระดับความรุนแรงมาก ล้มเหลวทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ 

สาเหตุหลักของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

▶ ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ เช่น ความรู้สึกผิดหรือความกังวลต่างๆ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งกลัวว่าอวัยวะเพศจะไม่สามารถแข็งตัวได้ จนกลายเป็นสิ่งรบกวนใจได้ 

▶ สภาวะที่มีผลกระทบต่อสมองและการลดลงของแรงขับทางเพศ ได้แก่ อาการซึมเศร้าหรือโรคจิตเภท การใช้ยาที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาระงับประสาท ยาต้านการซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด และแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการป่วยเรื้อรัง เช่นโรคหัวใจ ปอด ไต หรือโรคตับ และโรคมะเร็งบางชนิด 

▶ การเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมนที่ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง รวมถึงระดับเทสโทสเทอโรนลดลง ระดับโปรแลกตินเพิ่มขึ้น และภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากหรือน้อยเกินไป 

▶ ความผิดปกติต่างๆ ทางสมอง ซึ่งความผิดปกตินี้อาจไม่มีผลต่อเรื่องความต้องการทางเพศ แต่จะมีความเกี่ยวเนื่องทางระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการทำหน้าที่ทางเพศ

▶ มีความผิดปกติที่บริเวณไขสันหลัง เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (Multiple Sclerosis) หรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง 

▶ เส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย โดยมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน หรือการผ่าตัดกระดูกเชิงกรานเพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมะเร็งลำไส้ 

▶ การรับประทานยาบางชนิด ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเสื่อสมรรถภาพทางเพศได้ ได้แก่ ยาต้านอาการซึมเศร้า ยากลุ่มแอนตี้ฮีสตามีน ยาลดความดันโลหิตสูง เบต้า-บล็อกเกอร์ (และยาลดความดันอื่นๆ) รวมไปถึงการได้รับสารนิโคตินจากการสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานๆด้วย

▶ โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดส่วนปลาย (การไหลเวียนของเลือดไม่ถึงอวัยวะส่วนปลายสุดและอวัยวะเพศชาย) 

▶ ความอ่อนล้า 

▶ อายุมากขึ้น 

   ผู้ป่วยที่มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทุกราย หากผู้ป่วย และคู่สมรสไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดือดร้อนต่อการใช้ชีวิตคู่ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีปัญหานี้เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมถึงยังอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอื่นๆ ได้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าไม่ต้องการจะมีเพศสัมพันธ์แล้ว แต่ก็ควรเข้ารับการตรวจเช็คสุขภาพเพื่อประเมินโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ 

 

เปรียบเทียบยารักษา ED กับอาหารเสริม

การดูแลภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมีทั้งการใช้ยาตามแพทย์สั่งและการใช้อาหารเสริม ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ยารักษา ED (Erectile Dysfunction)

  • เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อการไหลเวียนเลือดในอวัยวะเพศ

  • ช่วยเพิ่มการแข็งตัวเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ

  • ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

  • มีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคหัวใจบางชนิด

  • มีข้อมูลทางการแพทย์รองรับประสิทธิภาพชัดเจน

อาหารเสริม

  • มักมีส่วนผสมของสมุนไพร วิตามิน หรือแร่ธาตุ

  • อ้างว่าช่วยบำรุงสมรรถภาพหรือเพิ่มพลังงาน

  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางชนิดยังจำกัด

  • อาจมีความเสี่ยงหากมีการปนเปื้อนสารออกฤทธิ์ที่ไม่ได้ระบุ

ความแตกต่างสำคัญ

  • ยารักษา ED เน้น “รักษาอาการโดยตรง”

  • อาหารเสริมเน้น “บำรุงหรือสนับสนุนร่างกาย”

  • การเลือกใช้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว

วิธีการรักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพ

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

1. ปรับพฤติกรรม

  • ควบคุมน้ำหนัก

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • เลิกสูบบุหรี่

  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์

  • จัดการความเครียด

2. การรักษาด้วยยา

  • ยารับประทานตามแพทย์สั่ง

  • ปรับยาประจำตัวที่อาจมีผลต่อสมรรถภาพ

3. การบำบัดทางจิตใจ

  • เหมาะกับผู้ที่มีสาเหตุจากความเครียด ความกังวล หรือปัญหาความสัมพันธ์

  • อาจทำควบคู่กับการรักษาทางกายภาพ

4. การรักษาทางการแพทย์อื่น ๆ

  • การฉีดยาเฉพาะที่

  • อุปกรณ์ช่วยแข็งตัว

  • การผ่าตัดในบางกรณี

การรักษาควรเริ่มจากการประเมินสาเหตุอย่างละเอียด เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

สัญญาณเตือนภัยก่อนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

อาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้นและสามารถสังเกตได้ล่วงหน้า

สัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง

  • การแข็งตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดิม

  • แข็งตัวได้ไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์

  • ความต้องการทางเพศลดลง

  • หลั่งเร็วผิดปกติ

  • รู้สึกกังวลหรือขาดความมั่นใจเกี่ยวกับสมรรถภาพ

ในบางกรณี ภาวะ ED อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือด เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ควรตรวจสุขภาพหากมีอาการต่อเนื่อง

แนวทางการป้องกันภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การป้องกันเน้นที่การดูแลสุขภาพหลอดเลือดและฮอร์โมน

แนวทางสำคัญ

  • ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือด

  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดไขมันอิ่มตัว

  • เลิกสูบบุหรี่

  • จำกัดแอลกอฮอล์

  • นอนหลับเพียงพอ

  • ตรวจสุขภาพประจำปี

การดูแลสุขภาพโดยรวมที่ดี ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว

 

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3776492/

 

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4791983/

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้